นับตั้งแต่ปี 1997 ที่ Toyota ได้พลิกโฉมวงการยานยนต์ด้วยการเปิดตัวระบบ Hybrid ใน Prius เจนเนอเรชั่นแรก และได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง Toyota Hybrid System (THS) เจนเนอเรชั่นที่ 6 (Gen 6) ที่เริ่มเปิดตัวและติดตั้งไว้ในโมเดลใหม่ RAV4 PHEV และรุ่น Hybrid ติดตั้งอยู่ใน Lexus ES HEV ถือเป็นการยกระดับสถาปัตยกรรมไฮบริดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

จุดเปลี่ยนทางวิศวกรรมในระบบ Hybrid เจนเนอเรชั่นที่ 6 คือการอัปเกรดระบบควบคุมกำลังไฟฟ้า หรือ PCU (Power Control Unit) โดยหันมาใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ทำจากวัสดุ Silicon Carbide (SiC) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ DENSO แทนวัสดุซิลิคอน (Si) แบบดั้งเดิมซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ประมาณ 20% ส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมของระบบดีขึ้นราว 10% ลดขนาด PCU ลงถึงเกือบ 80% เมื่อการนำความร้อนดีขึ้นและทนทานขึ้น อุปกรณ์ระบายความร้อนจึงไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ชุดควบคุมไฟฟ้าเล็กและเบาลงเพิ่มพื้นที่จัดวางในห้องเครื่องได้ดีขึ้น

ระบบ Hybrid เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่จับคู่กับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ใน Gen 6 สมรรถนะถูกรีดออกมาได้มากขึ้น เช่นใน Lexus ES 350h พละกำลังขยับขึ้นไปแตะระดับ 244 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นที่ 5 เกือบ 30 แรงม้า

สำหรับเวอร์ชัน Plug-in Hybrid (PHEV) ในเจนเนอเรชั่นที่ 6 ได้มีการขยายขนาดแบตเตอรี่ขึ้นเป็น 22.7 kWh จากเดิม 17.5 kWh ส่งผลให้ระยะทางในการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV Mode) ขยับขึ้นไปไกลถึง 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ DC Fast Charge สูงสุด 50 kW ซึ่งสามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น หมดปัญหาเรื่องการรอนานสำหรับรถ PHEV

ระบบ Hybrid เจนเนอเรชั่นที่ 6 จะทยอยติดตั้งในรถยนต์รุ่นอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็น Camry, Corolla Cross หรือแม้กระทั่ง SUV ขนาดใหญ่อย่าง Highlander ซึ่งจะกลายมาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Multi-Pathway (ความหลากหลายทางเลือกพลังงาน) ของ Toyota เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

Toyota Hybrid System (THS) Gen 6 ได้ถูกนำไปจัดแสดงภายในงานวิศวกรรมยานยนต์ “Automotive Engineering Exposition 2026 YOKOHAMA”จัดโดยสมาคมวิศวกรยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น

error: Content is protected !!